วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สวัสดีปีใหม่ 2011

เริ่มต้นปีใหม่ด้วยคำอวยพร ปีกระต่าย 2011

ขอให้ทุกท่านที่แวะเวียนมาเยือนบ้านแห่งนี้
จงประสบพบความสุข สุขี สุขสันต์ทุกคืนวัน
เงินทองไหลมาเทมา มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
มีความสุขมาๆ นะครับ


จาก คนเขียน blog ปี 4
boyza ครับผม

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สันติ...สร้างที่คน

สุขสงบอยู่ใจ...

การเดินทางหาความสงบเป็นสิ่งที่ยุ่งยากที่สุดสำหรับชีวิตมนุษย์
เพราะบนโลกใบนี้..จะหาความสงบได้..ใช้อยู่ที่สถานที่...
เพราะหากวันนี้สงบ..วันหน้า..ก็ยากคาดการณ์ได้...
ความสงบอันที่จริงอยู่ใจ..
ใช่อื่นไกล...ฉะนั้นอยู่ที่ไหนหากใจไม่สงบก็ยากแท้...
การนั่งนิ่งๆ อยู่กับความคิด..ดูจิตคิด...ทุกลมหายใจ...
แล้วกำหนดจิตให้นิ่ง....
ทุกอย่างภายนอกไม่ต้องเปลี่ยนแปลง...
เปลี่ยนที่ใจ...สุขสงบได้ทุกที่....
สถานที่เป็นเพียงปัจจัย...ภายนอก...หากใจไม่นิ่ง....
สถานที่เงียบสงบ...อาจร้อนถึงใจได้....
ใจเท่านั้นที่เป็นเหตุของความสงบหรือไม่.....
การสร้างสันติก็เช่นกัน....
หากใจสงบ..สันติ..ก็ไม่ต้องสร้าง...
เพราะไม่มีสันติ...และสันติไม่มี...
เป็นเพียงแค่ความสงบร่มเย็น....
จึงไม่ต้องสร้างสันติ....
เพราะไม่มีอะไรให้สันติ อย่างไร....
สันติ จึงอยู่ไม่ต้องสร้าง...
เพียงแค่ทุกคนสงบอยู่กับตัว...
ทุกอย่างก็เป็นไปเองเท่านั้น....

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คลายเครียด..บนวิถีความพอเพียง

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องที่รักทุกท่าน..

ครั้งนี้มาคลายเครียดแบบพอเพียงกันสักหน่อย...
ว่ากันว่า..ความเครียดขจัดความหนุ่มสาวของเราให้น้อยลง...
คือแก่เร็วนั่นละครับ..
หุหุ...แต่ผมว่าแก่ก็ดีอีกแบบ...
แต่ต้องแก่แบบแซบๆ หน่อยนะ....
พูดถึงความเครียดกันต่อ..
หลายๆ คนเจอกับความเครียดทุกวัน...
ตั้งแต่เช้ารถติด...พิชิตความเร็วให้ช้าลง...
สายๆ บ่ายๆ เครียดกับงานที่ทำแบบจำเจ..
ตกเย็นเครียร์งานไม่เสร็จ....
กลับบ้านช้า....แม่เอ็ด ศรีภรรยาด่า....ก็ชั่งเฮอะ

ทุกๆ อย่างมีทางแก้...แก้เครียดแบบพอเพียง...
ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่านะ... แต่ต้องลอง...
คุณลองทำตามดูนะครับ เพื่อจะช่วยได้...
ลองซีกยิ้มที่มุมปาก...แล้วเฉียงสัก 45 องศา...
แล้วทำถ้าเหมือนว่าจะดีใจสุดขีด....
จากนั้นหันไปมองกระจก...
แล้วส่งสายตาเป็นประกายให้ตัวเองในกระจก....
แล้วก็คิดในใจ...ว่า ..บ้าไปแล้วเหรอทำตามทำไมวะ....
อาจจะฮาๆ ได้นิดๆ...แค่นี้ก็จิตแจ่มไปหนึ่งวัน...
ลองดูเน้อ

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เปิดขวด/เรื่องสั้นวันนี้

เย็นวันที่ 24 ตุลาคม ก็คือ วันที่ผมนั่งๆ นอนๆ อยู่บ้าน..
ในวันหยุดสุดสัปดาห์...
ไม่มีอะไรมากมาย...กับชีวิตในวันนี้..
แค่เปิดขวดน้ำอัดลมจะดื่ม.....แต่เนี่ย...คือจุดเริ่มต้นของปัญหาอันใหญ่หลวงของผม..

เรื่องมันมีอยู่ว่า...
น้ำอัดลมผมอยู่ในตู้เย็น..พอดีมันเย็นมากไปหน่อย....
ก๊าซในน้ำอัดลมมันคงจะแน่นไปนิด...ประกอบกับความรืนของขวดเจ้ากรรม..
และด้วยความโง่ของผม..
ไปหมุนเกรียวฝาขวดผิด...
ฝามันยิ่งแน่นเข้าไปใหญ่.
จะทำไงได้..
ก็เล่นหมุนไปสุดแรง..
กะว่าจะดื่มให้หน่ำใจ...แม้ง..ดันเปิดไม่ได้...
อารมณ์เสียสุดๆ..
ผมเดินเข้าครัว..แล้วหาผ้ามาจับขวดและฝา..หวังว่าครั้งนี้จะได้ผล..
ผมนึกในใจ...แต่เสียงมันดันรอดจากปาก "กูจะแดกมึงให้ได้..เดี๋ยวเจอกันในลำคอ.."
ผมก็หมุนจนฝืนเกรียวฝาขวดออกมาได้...
แต่ความกระทบกระเทือนเล็กๆ น้อยๆ...ถึงปานกลาง..
ผมเลยได้ของแถมคือ แรงอัดจากก๊าซและน้ำลม...กระฉุด...เต็มเสื้อ...
นึกแล้วมันเจ็บใจกับความโง่ไม่หาย..
เสื้อเลอะไปด้วยน้ำอัดลม..
แต่ก็ดีที่ได้ดื่ม..
พอผมทำความสะอาดพื้นเสร็จ เช็ดฝาและขวด..เก็บส่วนที่เหลือใส่ตู้เย็น...
เกิดความคิดวูบวาบทางปัญญาอันน้อยนิด...สะกิดต้อมไร้ทอ..หลั่งสารเคมีออกมาทั่วร่างกาย..
แล้วส่งไปกระตุ้นยังโซนประสาทอันอ่อนนิ่มของผม..
ไอ้เจ้าฝาขวด...กูดันหมุนผิดทางมนุษย์ มะนาและดัน....
ดวงตาเกิดเห็นธรรม..ธรรมชาติ...คือความธรรมดาของฝาขวดและเกรียว...
ที่ผมไม่เหลียวคิด..ว่าฝาขวดส่วนใหญ่...เขาทำไว้ให้หมุนขวา...
ก็เพราะคนปกติ ถนัดขวามากกว่าซ้าย....
การสร้างผลิตภัณฑ์อันเป็นสากลจึงต้องเอาใจคนส่วนใหญ่ของโลก...
แล้วทำไมไม่ทำให้หมุนซ้ายเปิดออกได้บ้าง..วะ
อันที่จริงก็คงมีแหละ แต่ผมไม่เคยรู้เท่านั้นเอง..

แต่ยังดีที่ทำให้ผมคิดได้ว่าการจะเปิดหรือปิดอะไรสักอย่าง..
เราก็ทำตามๆ กันและเอาความคิดขอคนส่วนใหญ่ทำตามๆ กัน แล้วเดินตามกันตลอด...
แต่หากมีคนที่คิดจะแวกแนว...เหมือนการหมุนฝาขวดผิดทาง...
เขาย่อมต้องจอกับความติดขัด...เพราะคนส่วนใหญ่เขาไม่ทำกัน..
แต่อุปสรรคทุกอย่างน่าจะนำมาให้ได้รู้ได้เห็น...ได้คิดในสิ่งที่เราเผชิญกับมัน.
แล้วเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาไปพร้อมกับอุปสรรค...

อันที่จริงแล้วถ้าอุปสรรคไม่มีในวันนี้กับการดื่มน้ำอัดลมแค่อึกเดียว..
ผมคงไม่รู้ความรู้อันน้อยนิดที่ต้องเผชิญกับปัญหาอันน้อยนิด...
แค่ได้แง่คิดจากการเปิดฝาน้ำลม..
กลับทำให้พบกับการพัฒนาสติปัญญาเล็กๆ น้อยๆ ในการแก้ปัญหา..แค่ฝาขวด..
ฝาขวดจึงช่วยให้ผมได้คิด...
ว่าชีวิตนั้นมันต้องเรียนรู้....เหมือนกันเพลงดังในความทรงจำของผม...
ที่เนื้อหาดีมากๆ "คือ อยู่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน เติมความคิดสติเราให้ดี"....
ประโยคเล็กๆ น้อยๆ แต่แฝงไปด้วยพลังของเพลงนี้ผมชอบจริงๆ....
ที่จริงแล้วทุกอย่างก็อยู่ที่คิดเท่านั้นเอง...
เรียนรู้กันต่อไป....เปิดขวด....กันต่อไป
ก็เท่านี้เอง..มุนษย์โลก

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เพลงลูกทุ่งกับยุคสมัย

เมื่อเพลงลูกทุ่งเปลี่ยนไป......

ยุคสมัยก็เปลี่ยนตามกระแสนิยม....
เป็นธรรมดาครับ....
ผมว่าการพัฒนามีทั้งดีและไม่ดีในตัวเอง....
เห็นได้จากผลงานเพลงลูกทุ่งทุกวัน.....
เปลี่ยนไปเยอะ...ว่าก็ว่า...เพลงลูกทุ่งเดี๋ยวนี้ผสมความเป็นสากลเข้าไปมาก.....
โดยเฉพาะเพลงเดี๋ยวนี้เน้นความมันส์...ไว้ก่อน....
ทำให้เกือบจะเป็นสตริงไปซะมากขึ้น.....
แต่ก็ยังดีที่มีเพลงบางส่วนยังคงคุณค่าความเป็นลูกทุ่งไว้บาง....
ทำให้ลูกทุ่งไม่เปลี่ยนไปทั้งหมด.......
ซึ่งยุคสมัยนี้ เพลงส่วนใหญ่ตอบโจทย์....
สาวโรงงาน หนุ่มผู้ใช้แรงงาน หรือพนักงานในโรงงานเป็นส่วนใหญ่....
ทำให้เพลงลูกทุ่งมีแต่เพลงรักๆ เลิกๆ.....
ก็ดี สนุกไปอีกแบบ.......เพราะยังคงความเป็นลูกทุ่งอยู่เยอะ...

ซึ่งไม่น่าห่วงเท่ากับเพลงลูกทุ่งสายเลือดใหม่
สิ่งที่น่าคิด....ว่าวันข้างหน้าลูกทุ่งอาจปรับทิศทางกลายเป็นแนวเพลงใหม่ไปด้วยปริยาย....
คิดแล้วก็เสียวใจไม่หาย.....
กลัวมันจะมาเร็วเกินคาด......

การเข้ายุคเข้าสมัย....
ทำให้กลิ่นไอของความเป็นลูกทุ่งเริ่มหายไปทีละเล็กละน้อย....
สิ่งที่ผมอยากเห็นที่สุด คือ...อยากให้เพลงลูกทุ่ง..คงความเป็นลูกทุ่งเอาไว้บ้าง.....

รักเพลงลูกทุ่ง...แต่ไม่ยากยุ่งกับใคร.....

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ใครถูก...ใครผิด...

สโลแกนของผม....เองครับ.....
ความคิดทุกคนไม่มีถูกผิด...แล้วแต่จะคิดเอาเอง......

สวัสดีพี่น้องทุกท่าน.........

ช่วงนี้ขอเขียนให้มันส์มือ...หลังจากหายไปนาน....
เนื่องด้วยภารกิจหาเลี้ยงชีพ........ไม่ค่อยมีเวลามาปั้น blog
ด้วยอาศัยที่ใจรักงานเขียนออนไลน์...สไตล์บ้าบอ..ของผม....
ผมไม่ทิ้ง blog ให้ร้างแน่ครับ..หุหุ...
ใครชอบงานเขียน...แบบของผม...หรือเผอิญหลงทางมา....ก็หาความสำราญได้ครับ....

ว่าไปแล้วยุคนี้ได้ยินบ่อยจัง.....
ใครถูกใครผิด....
ถามกันไป...ก็ไร้ประโยชน์....
นานจิตตัง...หาตังค์ดีกว่า.....
ไม่ยุ่งไม่เกี่ยว...แต่ขอเขียนให้เสียวเล่นๆ....

คำว่าถูกใจ...แต่ไม่ถูกต้อง.....
คำว่าถูกต้อง...แต่ไม่ถูกใจ....
สองประโยคนี้...มนุษย์เดินดินอย่างเราเจอเป็นประจำ.....
นั่นแหละครับ...คำว่า ถูกกับผิดมันจึงใกล้กันนิดเดียว...
บางอย่างผมมองว่าถูก....(ถูกใจ...แต่ไม่ถูกต้อง).....
แต่บางอย่างถูกต้อง...(แต่ไม่โดนใจ)....
ผมไม่รู้จะเลือกแบบไหนหลอกครับ...
แต่ที่แน่ๆ....

ความถูกใจ...กับความถูกต้อง.....
มันก็อยู่กับมุมมอง......
คนในสังคม...ล้วนแล้วแต่มีความคิดเป็นของตนเอง....
ทุกคนจึงเดินตามกันได้ยาก....
จะจูงให้เดินก็เกินไปหน่อย....เพราะทุกคนเดินเป็นแล้ว....
ต่างคนจึงต่างมีทางเดินและจุดมุ่งหมายของตนเอง....
จะถูกจะผิด..ก็ต้องคิดเอาเอง......
ยิ่งนับวันความเป็นอยู่ของเรา...เริ่มออกห่างกัน....
คนบ้านใกล้กันไม่รู้จักกันมีเยอะแยะ.....
การทะเลาะกันของคนบ้านเรียงเคียงกันก็มีให้เห็นกันบ่อยๆ....
เรื่องหมาบ้างละ...เรื่องขี้ๆ (ขี้หมา) บ้างละ.....
มองไปแล้วก็แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ...
เป็นเรื่องกันมาแล้ว....
จอดรถขว้างหน้าบ้านกันยิ่งแล้วใหญ่.....
ถึงกับเป็นฟื้นเป็นไฟ....
ที่จริงแล้วไม่มีหลอกถูกกับผิด...เพราะมันชิดกันแค่ปลายก้อย.....
หากย้อนแบ่งใจให้กัน...
คนเลี้ยงสัตว์ก็ทำความสะอาดอุจาระสัตว์เลี้ยงตน......ไม่ก่อความรบกวนให้เพื่อนบ้าน...
เพื่อนบ้านก็มีน้ำใจต่อกันเล็กน้อยๆ ก็ยอมกันบ้าง...เอาใจเขาใส่ใจเรา....
อยู่กันแบบญาติพี่น้อง...ทุกคนก็สบายใจ.....
ถูกผิดจึงเป็นเรื่องรองๆ เท่านั้น.....
ก็เรามันคนบ้านใกล้กัน...อยู่ด้วยกันก็ต้องรู้ผ่อนหนักผ่อนเบา....
เราอยู่ด้วยกันอย่างสุขสันต์ได้....
หากจะตัดสินกันที่ผิดถูก...คนบ้านใกล้....คงต้องไกลจากความเป็นมิตร...ละครับ
การตัดสินที่ถูกและผิดจึงไม่ใช่หนทางที่สร้างสรรค์เสมอไป.....

มองต่างมุม....ทุกอย่างย่อมแก้ได้

บ้านนอก..หายไป

วันเวลาผ่านมาแล้วก็ผ่านไป....
คิดแล้วก็อดใจหายไม่ได้......
ผมว่ายิ่งโลกเปลี่ยนแปลงไปทุกขนาดเท่าไร....
ผมก็รู้สึกว่าโลกมันหมุนเร็วซะเหลือเกิน........
โดยเฉพาะแต่ก่อนนี้บ้านนอกคอกนาอย่างหมู่บ้านผม.....
จะว่าไปแล้วก็ไม่ไกลจากตัวเมือง....ประจำจังหวัดสักเท่าไหร่....
แต่สมัยนั้นโคตรกันดาร...เหมือนมันไกลจริงๆ.....
สำหรับผม...ความกันดาร...นั่่นแหละที่ทำให้ในวัยเวลานั้น....
มีความสุขมากๆ......
โดยเฉพาะหมู่บ้านสุดคลาสสิก...อย่างหมู่บ้านที่ผมรัก....
คือบ้านเกิดผมเอง....เราอยู่กันแบบเรียบๆ ง่ายๆ...
อยากกินอะไรก็หาตามท้องไร่ท้องนา....ชื่อหาตามตลาดแบบถูกๆ
หรือไม่งั้นก็ได้หยิบยืนจากญาติพี่น้องของพ่อและแม่.....
เวลานั้น....ผมยังละอ่อน...มากถึงมากที่สุด..
ที่หมู่บ้าน....คนส่วนใหญ่ยังไม่ทำไร่......ทำแต่นาข้าว.....หมดฤดูทำนา....
ก็หันไปเอาดีกับการปลูกถั่ว...หมดถั่ว...ก็ปลูกหอม.....หมุเนเวียนไปเรื่อยๆ....
พ่อแม่ของผมก็เหมือนชาวบ้านทั่วไป....
คืออาชีพหลักทำนา.....อาชีพเสริมช่างเสริมหล่อ เสริมสวย....
การลงแขก...คนภาคเหนือบ้านเราเรียกว่า "เอาวัน"...
หรือก็คือ....ไปทำงานแลกแรงงานกันนั้นแหละครับ....
ผมกับพี่ก็มักจะถูกบ่อยไว้กับยายเลี้ยง...ไม่งั้นก็คุณทวด....เสมอๆ....
พอโตขึ้นมากอีกนิด...
ก็ติดสอยห้อยตามไปดูเขาทำนา....บนเนินที่พักของพวกผู้ใหญ่....
ดูเขาเกี่ยวข้าวกันสุดลูกหูลูกตา......
ย้อนนึกถึงที่ไร...ก็อดที่จะประทับใจกับความทรงจำไม่หาย.....
พอเริ่มนานวันเข้าความเปลี่ยนแปลงของยุคทุนนิยมเริ่มเข้ามาในหมู่บ้าน..ชุมชนของเรา....
การพัฒนาระบบเกษตรเริ่มเปลี่ยนแปลงไป.....
การเกษตรแบบพืชไไร่พืชสวนเริ่มมีบทบาทมากขึ้น......
ทุกคนเริ่มหนีห่างจากการทำนา....
อาชีพกระดูกสันหลังของชาติ....
เริ่มหายไปจากชุมชน........
ระบบสินเชื่อ...ก็เริ่มสร้างความร่ำรวยให้กับคนในหมู่บ้าน...
หลายคนกู้หนี้ยืมสิน....เพื่อสร้างฐานะของครอบครัวตนเอง....
ประเพณีลงแขกเริ่มหายไปจากหมู่บ้านทีละน้อย..โดยไม่รู้ตัว....
กาลเวลาเปลี่ยนไป...เทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทมากขึ้น....
วิทยุเริ่มหมดความสำคัญเพราะได้ยินแต่เสียงไม่เห็นหน้า.....
สังคมขาเม้าส์ตาามใต้ถุนก็หายไป......
เข้าสู่ยุคโทรทัศน์ขาว ดำ....กระจายในหมู่บ้าน...
แรกๆ ก็เครื่อง สองเครื่อง.....ต่อชุมชน
ในที่สุดทุกคนก็มีโทรทัศน์เป็นของตนเอง......
การไปมาหาสู่ของคนบ้านเราก็เปลี่ยนไป.....
ต่างคนต่างเอาเวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัวตรงหน้าจอ....
นี้คือยุคขาว ดำแห่งเทคโนโลยีที่ทุกคนปราถนา......
เราเริ่มติดตามข่าวสารบ้านเมือง...
ตามทันคนกรุงกับเขาแล้ว....ฮ่าๆๆ.....
แต่มีสิ่งที่หายไปจาก...ทุกคนทีละน้อย...ทีละนิด.....
คือ...ความห่างเหิน....เข้ามาแทนความใกล้ชิด....
....ความอบอุ่นของคนในชุมชน...ของคนในหมู่บ้าน.....เริ่มหมดไป....
เริ่มแนวคิดใหม่...หัวใจประชาธิป.....
กำลังบานกลางท้องนา.....
การแกร่งแย้งแข่งขันเริ่มขึ้น....
การเปรียบเทียบซึ่งกันและกัน.....
เราก็เริ่มออกห่างจากกันทุกวัน...ทุกวัน.....
ในที่สุดบ้านนอกของฉันก็หายไป.....
เหลือไว้แต่ชนบทพัฒนาแล้ว.....
เย้...พัฒนาแล้ว...เย้..พัฒนาแล้ว.....
น้ำตาก็ไหลทีละเล็กทีน้อย......
ไม่ได้ไหลเพราะเสียดายความกันดาร...
ไม่ได้ไหลเพราะเทคโนโลยีความเจริญเข้ามาแทนที่...
แต่ไหลเพราะเราห่างกันซะแล้วครับ...
เราต่างคนต่างอยู่ไม่ต่างจากคนกรุง.....
บ้านนอกผมหายไป....
.....แล้วใครจะตามชีวิตบ้านนอกคืนมาบ้าง......?.

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การเขียนสร้างอารมณ์

การเขียนสร้างอารมณ์ร่วม...

ทำให้งานเขียนไม่หยาบกระด้าง...สื่อสารกับผู้อ่านได้อย่างมีรสชาติ...
สร้างความรู้สึก อารมณ์ร่วมได้ดี....

การเขียนเช่นนี้จึงมีให้เห็นในนิยาย...เรื่องสั้น.....
และอื่นๆ ตามเคย......

การเขียนสร้างอารมณ์บนโลกออนไลน์เห็นมีมากมาย...
โดยเฉพาะ...บทความเรื่องราวประสบการณ์....
ที่นำมาถ่ายทอดให้รู้สึก....
ทำให้ผู้อ่านติดใจ.....มีมากจริง....
ทั้งเรื่องที่เป็นแนวชีวิต.....แนวอารมณ์เศร้า...สนุก.....อารมณ์อื่นๆ...
นอกเหนือไปจากที่ผมเขียนอีกมากมาย...
โดยเฉพาะงานเขียนแบบอารมณ์เสียว....คนอ่านชอบกันมาก....


เช่น....
ผมลูบไล้ โลมเล้า และใช้ลีลา.........
แบบมีลวดลาย.......

คำเหล่านี้เป็นกริยาทางทางแบบหนึ่งของมนุษย์...
มนุษย์ธรรมดาล้วนแล้วแต่ชอบกันเป็นส่วนใหญ่ในเรื่องอย่างว่า...
อันที่จริงแล้วไม่ผิดหลอก..เพราะมันคือธรรมชาติของมนุษย์...
งานเขียนสร้างอารมณ์ร่วมมีหลายแบบไม่เฉพาะเท่าที่เห็น....
แล้วแต่จะใช้ประโยชน์ในงานเขียน.....ครับ

การเขียนเชิงเปรียบเทียบ

การเขียนเชิงเปรียบเทียบ...

เป็นอีกรูปแบบของการเขียนที่ช่วยให้ผู้อ่านจินตนาการ...ได้
โดยเฉพาะผู้อ่านที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นโดยตรง...
การเขียนเชิงเปรียบเทียบจึงสร้างความเข้าใจ..ให้ผู้อ่านได้ง่ายขึ้น....

แต่การเขียนเปรียบเทียบ....ยังสามารถใช้ได้ในหลายลักษณะตามต้องการ
เช่นการสื่ออารมณ์....การสร้างความรู้สึก...และอื่นๆ คิดไม่ออก!
การเขียนแบบเทียบในลักษณะนิสัยก็อย่าง เช่น

คุณป้าคนนี้เค็มยังกับทะเล.........
อันที่จริงแล้วเป็นการเปรียบเทียบเชิงลักษณะนิสัยที่มีความตระหนี่.....
แต่ถ้าผู้อ่านไม่มีประสบการณ์ก็งงละสิ.....มันเค็มอย่างไงวะ.....
นี้ก็ทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีประสบการณ์เรื่องการเปรียบเทียบแบบนี้ไม่เข้าใจได้....

อีกตัวอย่าง....
สมคิดเธอดูเหมือนหมูขึ้นทุกวันแล้วนะเนี่ย...ลดน้ำหนักบ้างซิ....

การเขียนเปรียบเทียบเช่นนี้ก็เห็นภาพเลย...
ว่าสมคิดมีรูปร่างอ้วน....คล้ายหมู....ผู้อ่านก็จินตนาการตามได้และรุู้สึกร่วมไปกับบทความของเรา....

การเขียนเปรียบเทียบเป็นอีกวิธีหนึ่งของการเขียนให้เห็นภาพ....สร้างจินตนาการได้ดี..
ลองดูนะครับ

การเขียนบรรยาย

การเขียนแบบบรรยาย


เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเขียนที่คนเขียน blog ส่วนใหญ่สามารถนำไป
ปรับใช้ในการเขียน blog ตามรูปแบบของตน...
ที่จริงแล้วการบรรยายด้วยภาษาเขียนมีข้อจำกัดหลายด้าน...
ไม่สามารถพรรณาได้ทุกอริยาบถได้......

แต่ก็สามารถทำให้ผู้อ่านจินตนาเองตามความคิดของตน.....

ยกตัวอย่าง....
ในงานเขียนเชิงวิชาการ...การบรรยายความรู้ด้วยภาษาเขียน....
เรื่องต้นสมุนไพร อะไรสักอย่าง....

เขาก็จะเริ่มด้วย.....
ลักษณะ....เช่น
ต้นกล้วย มีลำต้นอวบน้ำ.... มีขนาดสูง?......... มีใบ?..........
มีกาบ?........ มีผลเป็น?........ มีสี?......

เท่านี้เราก็จินตนาการตามเนื้อหาได้......
การเขียนเชิงบรรยายจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของงานเขียนที่สร้างความรู้...
สร้างจินตนาการร่วมระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียนให้เข้าใจตรงกัน....
ส่วนใครจะเขียนได้ดีหรือไม่นั้น...ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน....
และการวิเคราะห์จุดอ่อนของตนเอง....เป็น

แต่ที่สำคัญอีกอย่าง...ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด...การฝึกเท่านั้น...ที่ช่วยพัฒนาความเก่ง..ได้

การเปลี่ยน

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลายคน...ตกอกตกใจและกลัว....
เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง....
เมื่อมีพูดถึงคำว่า "เปลี่ยน" ส่งผลให้คนที่มีส่วนเกี่ยวกับข้องกับเรื่องนั้นๆ ต่างหวั่นไหว....
กลัวการเปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด....
อันที่จริงการเปลี่ยนในแง่หนึ่งคือการทำให้ดีขึ้น...
ถ้าไม่ดีคงไม่เปลี่ยน...

การพัฒนาในโลกใบนี้มีหลายแง่หลายมุม.....ให้คิดหนัก....
การเดินทางของความเปลี่ยนแปลงในแบบรวดเร็วย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ...
ฉะนั้นการเปลี่ยนอะไรแบบกระทันหันจึงสร้างความตกใจและความไม่ชอบให้คนส่วนหนึ่ง....
การเปลี่ยนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว...เปลี่ยนที่ละขั้นเป็นอีกหนทางหนึ่งของการเปลี่ยน....

การเดินทางความความเปลี่ยนแปลงจึงจะทำให้คนส่วนใหญ่ย่อมรับได้....
การใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงนับว่าทางเลือกที่ดี...
ไม่สร้างความลำบากใจให้กับใครหลายคน...
การอดทนและรอคอย....ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง


เปลี่ยนแปลงในมุมของตนเองได้...จึงผู้อื่นให้เดิมตาม

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กลางสายธาร

กาลเวลาผันเปลี่ยนตามธรรมชาติ....

ความเป็นมุษย์นักคิดของคนยุคใหม่ต่างต้องการเอาชนะ.....
ความเป็นธรรมชาติ...เริ่มตั้งแต่เราอยากครองโลกไว้แต่เพียงผู้เดียว....
แเดรัจฉานหน้าไหนอย่าได้คิดแข่ง.....
ด้วยเหตุนี้มนุษย์หรือคน.....ผู้สนใจเอาชนะธรรมชาติ....
ใช้เวลาหลายร้อยปี...หาวิธีเอาชนะโลกใบนี้เพื่อกุมชะตาชีวิตของมนุษย์เอง...
และจัดสรรทรัพยากรอย่างที่ตนต้องการ....
ยุคใหม่ของการเปลี่ยนแปลงโลกในโฉมหน้าใหม่ เริ่มขึ้นเมื่อเราอยากเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา...
ยุคปรัชญาจึงเริ่มลดบทบาทลง เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่คือวิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่....
การคิดค้นและค้นคว้าของเหล่ามนุษย์ผู้พิชิตความยิ่งใหญ่และมีอำนาจใดๆ เหนือธรรมชาติ....
การเดินทางกลางกระแสสายธารเพื่อเอาชนะทุกสิ่ง.......
มีส่วนกระตุ้นให้มนุษย์คิดครอบครองดาวน้อยใหญ่ที่อยู่ในระบบสุริยจักวาล......
สายธารแห่งความรู้ของเหล่านักพิชิตโลกเริ่มจัดการกับธรรมชาติที่ไร้พิษสง....
กำหนดธรรมชาติจากการกำหนดอาณาบริเวณแห่งนี้เป็นของข้า......
ลงหลักปักฐาน.....สร้างความมั่นคงถาวรให้กับมวลมนุษย์สร้างอาคารบ้านเรือนเพื่อพิชิตอำนาจแห่งลม....
ในที่สุดมนุษย์จึงคิดว่าตนชนะ...เริ่มรุก..เพื่อพิชิตอำนาจแห่งน้ำด้วยการขวางทางธารไหลให้กลายเป็นแห่งเก็บกักน้ำขัง...เพื่อจัดสรรความอุดมสมบูรณ์......
เมื่อเราควบคุมได้ 2 อำนาจใหญ่แห่งธรรมชาติ......คือ ลม และน้ำ
จึงคิดพิชิตป่าอันเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ทั้งหลายให้กลายเป็นผู้ไร้หลักแหล่ง.....
การเกษตรกรยุคอุตสาหกรรมจึงเริ่มครอบงำอำนาจแห่งดิน...ในที่สุดมนุษย์ก็ชนะ....รุกป่าแล้วครอบงำดินเกือบครึ่งโลกเป็นที่อยู่อาศัยป่าคอนกรีต.....และระบบอุสาหรกรรม
ธรรมชาติผู้แพ้หรือนี่......ในที่การต่อสู้เพื่อควบคุมธรรมชาติทั้งหมดของมนุษย์จึงเกือบเต็มรูปแบบ....
แร่ธาตุในดิน...น้ำมันที่ฝังใต้พิภพหลายล้านปีถึงจุดจบ....
ที่สยบลงใต้พื้นเท้าของมนุษย์.....
มนุษย์ผู้ชนะเหนือกาลเวลา....ถึงเวลาพิชิตโลกนี้ให้สมบููรณ์แบบซะที....ฮ่าๆๆๆๆ
เมื่อเราคิดว่าชนะ...ความชนะคือความพ่ายแพ้.....
การพ่ายแพ้ของมวลมนุษย์กำลังเริ่มขึ้น
แล้วการเปลี่ยนแปลงกลางกระแสธารา...ของเหล่าลูกหลานผู้ปลูกอุดมการณ์ครอบครองโลก....
กำลังตระหนักถึงการเอาคืนของธรรมชาติ....ได้เริ่มขึ้นนะบัดนี้.......
หวังเพียงว่าธรรมชาติที่ผมพึงพอจะเมตตาเด็กตาดำๆ......
อย่าได้พิฆาตให้จบสิ้นทั้งแผ่นดิน.....
กลางสายธารแห่งนี้จึงมีเพียงความเชี่ยวของสายน้ำที่ทำให้มนุษย์รู้สึกเสียว.....
บนความเสียวกลางสายธาร

รูปแบบงานเขียนกับการเขียน blog

สวัสดีครับพี่น้อง....ทุกท่านที่แวะเวียนมาอ่าน blog แห่งนี้

เอาละครับเข้าเรื่องกันเลย.....
พอดีผมไปเจอหนังสือเรื่องการเขียน.....
เลยซื้อมาอ่าน.....ภึงแม่ว่ามันจะเก่าไปสักนิ...แต่ก็ถือว่า ok อยู่.....
เนื้อหาในนั้นก็กล่าวถึงเรื่องทัว ๆ ไปเกี่ยวกับงานเขียน....
ว่างานเขียนแต่ละแบบเป็นอย่างไงบ้าง....
อ่านไปเรื่อยๆ ก็เพลินดีครับ....
มาถึงตอนสำคัญเขาพูดถึงเรื่องงานเขียนเรื่องสั้น....
ซึ่้งน่าสนใจเลยทีเดียว...ผมถึงกับหยุดนิ่งไปพักใหญ่.....
จิตมันลอยไปตามจินตนาการ.....
ว่าไปแล่วก็น่าคิด...เขาว่างานเขียนเรื่องสั้นเป็นงานที่สนุกและท้าทายจินตนาการได้ดี....
ส่วนตัวผมเองก็เขียนเรื่องราวไปเรื่อยตามประสาของตน....
ที่อยากเขียนอะไรก้เขียนไป.....
แต่พอมานึกถึงบทความที่อ่านในหนังสือเล่มเก่าๆ เล่มนั้น....
ก็น่าคิด....อยากลองเขียนเหมือนกันเรื่องสั้น....
แต่อย่างว่า...ไม่เคยเขียนกับเขาสักที.....
งั้นผมก็เลยเพิ่มสีสันใน blog เพื่อฉลองครบรอบการเขียน blog มาสี่ปี...
จัดเรื่องสั้นมาให้พี่น้องได้อ่านและวิจารณ์งานเขียนของผมสักหน่อย....
ตลอดจนอยากแชร์ความรู้ที่ๆได้อ่านมาแล้วนำมาปฏิบัติไปพร้อมกับพี่น้องที่อยากเขียนเรื่องสั้น...
บนหน้า blog ของตนเอง....

ขอเสริมอีกนิด....
เขามางานเขียนจะสำเร็จได้.....
ก้ดเวยความพยายามความฝึกฝน...
ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด...ฝึกประสบการณ์....ให้มาก....
เขียนเรื่องที่เราถนัดก่อน...แล้วจึงค่อยๆ ไปเรื่องที่ยากขึ้น....

และงานเขียนเรื่องสั้นยังมีหลากสไตล์อีดด้วย....
ฉะนั้นใครอยากเขียนเรื่องสั้นมาเรียนรู้ไปพร้อมกับผมได้ที่นี้นะครับ

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

ธรรมะกล่อมจิตชีวิตนักเขียนโนเนม

วันเวลาช่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจริง.......

เดินไปเดินมา....นั่งๆ นอนๆ....เวลาก็มาเกือบสิ้นปี 2010 ซะแล้ว....
ว่าไปแล้วปีนี้มีสิ่งดีๆ....เข้ามาในชีวิตหลายๆ เรื่อง.....
เริ่มแรกก็คือ เพิ่มบ้านใหม่ คือ blog แห่งนี้......
ให้เป็นแหล่งระบายความสุข........
เรื่องที่ 2.......ช่วงต้นปีงานน้อย....เลยมีเวลาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเยอะไปหมด......
เรื่องที่ 3........ช่วงกลางปี.....งานไหลมาเทมาจนทำแถบไม่ทัน......
จนมีอยู่งานหนึ่ง...ทำให้ผมได้เข้าไปศึกษาเรื่องธรรมะ.......
นี้แหละคือ จุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ ในปีนี้.......
เจอเว็บธรรมะที่ดีและมีคุณค่าหลายๆ....เว็บ....
บ้างเว็บก็เป็นเว็บแบ่งปันความรู้....บ้างเว็บก็สอนธรรมะอย่างจริงจัง......
และจนมาถึงจุดสุดยอดของเว็บธรรมะดี...คือเว็บวัด...ของท่านเจ้าคุณ....ป.อ.
ทำให้ผมได้แง่คิดธรรมะดีๆ....มาปรับใช้ในชีวิต.....ได้อย่่างเป็นสุข......
จนเลยไปถึงเรื่องของศาสนา......ทำให้เริ่มใจกว้างศึกษาศาสนาต่างๆ ที่ไม่เฉพาะศาสนาประจำชาติของเรา....
เอ้....ที่จริงแล้วทุกศาสนามีดีที่คล้ายๆ กัน.......
โดยเฉพาะเต๋า....เชน........มีความเป็นธรรมชาติดี......
ทำให้ผมได้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า.....ธรรมะ คือ..ธรรมชาติ...ธรรมชาติ คือ ธรรมดา....
ที่จริงแล้วทุกเรื่องคือ ธรรมดา......
ความธรรมดานี้เองที่ทำให้ชีวิตเป็นสุข.........
ที่จริงแล้วความสุขไม่ต้องแสวงหา...ให้ยุ่งยาก......
สุขจริงอยู่ที่ใจ...อยู่ไหนๆ ก็สุขได้ทุกเมื่อ.......

การเป็นนักเขียนโนเนมก็เช่นกันนับว่าเป็นธรรมดา.....
นี้ก็คือสุขแบบธรรมดา......

ผมว่าเพื่อนๆ พี่น้องที่ชอบงานเขียนและเป็นนักเขียนออนไลน์อยู่แล้วน่าจะลอง....
ศึกษาธรรมะ.....เอาแบบว่าศึกษาเล่นๆ.....แล้วท่านอาจจะได้อะไรมากกว่าคำว่าเล่นๆ...นะ...

นักเขียนตัวโตขี้โม้..ไปวันๆ

สวัสดีครับพี่น้อง....ที่แวะเวียนมาเยือนยัง blog ของผม.....

ผมเองนักเขียนแนว.....ไร้ทิศทางที่แน่ชัด.....เขียนไปตามอารมณ์และทรงผม.......
ว่ากันเข้าเรื่องเลยครับ......
ผมเองรู้สึกว่าการเขียนเป็นสิ่งที่ท้าทายและมีเรื่องแปลกใหม่อยู่เสมอ.....
การเปลี่ยนแปลงของผมก็เริ่มมาจากจุดเล็ก...ของสังคม....ออนไลน์.....ในมุมของนักเขียน....ที่ไร้สาระ.....
แต่ก็มีสโลแกนประจำตัวคือ.......ทุกความคิดไม่มีถูกผิด...แล้วแต่จะคิดเอาเอง.....
อ่านแล้วซะใจดี.......
สโลแกนนี้ผมใช้มาตั้งแต่เริ่มเขียน blog แบบไร้สาระและไร้ทิศทางตามแนวของผม.....
ตั้งแต่ปี 49 เม้าส์ไปตามประสาคนบ้าๆ บอๆ.....(บ้าเกาหลีเป็นครั้งคราว)......
แต่ก็มีสาระนิดหน่อย.........เป็นบางเวลา......

งานเขียน blog นับว่าสร้างแรงบันดาลใจดีๆ....ให้กับคนมากกมายได้เช่นกัน....
หรืออยากสร้างสรรค์ความรู้หรือสิ่งใหม่...ก็สามารถนำมาแชร์ได้.....
บนโลกออนไลน์ให้คนได้อ่านกัน.....
นับว่าเป็นวันเวลาแห่งความสุขโดยแท้.........
หลายๆ คนอยากทำงานบนโลกออนไลน์แบบสบายๆ มีเงินใช้แบบง่ายๆ.....
เป้าหมายแรกๆ ของนักท่องออนไลน์ที่ผันตัวมาหาอาชีพ.......นักเขียน.....
แรกๆ ไฟก็น่าจะแรงดี......แต่พอทำไปสักพัก.....ก็หยุดซะงั้น.......
สาเหตุก็เพราะรายได้ไม่พอรับประทาน.....
อันที่จริงแล้ว....คนที่สนใจทำงานเขียนบนโลกออนไลน์.....ต้องมีทิศทางที่แน่ชัด....
รู้ความชอบของตนเอง.......
และทำในสิ่งที่ตนเองชอบ....งานที่ทำมันจึงจะไม่น่าเบื่อ....
คือทำได้ทุกเมื่อ......เท่านี้เอง....สิ่งที่เราตั้งใจไว้ก็สำเร็จได้ไม่ยาก......
ความท้อแท้...ความเบื่อหน่ายเป็นอุปสรรคสำคัญ....ของนักเขียนออนไลน์.....
หากคิดจะหารายได้......แบบว่ารวยๆ.....คงคิดผิดซะงั้น.....
เพราะงานเขียนบนโลกออนไลน์เป้าหมายสำคัญ....
ไม่ใช่เงิน......หรือสิ่งตอบแทนเป็นประเด็นหลัก......
ซึ่งเงินหรือสิ่งตอบแทนเป็นเพียงตัวเสริม....ให้เป็นยาชูใจ....เท่านั้นเอง....
ได้ไม่ได้ ไม่ว่ากัน...แต่ขอให้ได้เขียนเอามันส์ไว้ก่อน.....
นี่คือ สิ่งสำคัญ...ของนักเขียนออนไลน์.....จะอยู่ได้นาน...เพราะเงินไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิตเสมอไป....
การเดินหน้าเข้าสู่วงการเขียน blog ก็น่าสนใจเช่นกัน....
ผู้ที่ต้องการเข้าสู่วงการนี้.....ใครๆ ก็เข้ามาเขียนได้.....
เพราะไม่มีใครมาบังคับหรือปฏิเสธไม่ให้เราเขียนได้...(หากทำถูกกฎหมายนะ....คือไม่พลาดพิงคนอื่น)
เท่านี้งานเขียนเราก็อวดสายตาชาวโลกได้แล้ว.....

งานเขียนมันส์ๆ ก็มันอีกแบบ......
ไร้สาระ...แบบสาระ.....เศษเนื้อข้างเขียง....เก็บไว้คิด.....ชีวิตนี้คุณลิขิตเองได้

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความสุขของการเขียน blog

สวัสดีครับทุกท่านที่แวะเวียนมาเจอ blog แห่งนี้
ก็ต้องย้ำกันก่อนว่า..ผมเองไม่ได้เก่งหรือเชี่ยวชาญด้านการเขียน blog .....
แต่ก็เขียนมา 4 ปีกว่า...ถือว่ามีความสุขมาก.......
สำหรับครั้งนี้ผมเขียนเรื่องความสุขของคนเขียน blog ในรูปแบบต่างๆ นานา
ความสุขของคนเขียน blog มีหลายประการด้วยกัน
คือ....
1. ความสุขที่เกิดจากการได้เขียนเรื่องของตนเอง
2. ความสุขที่เกิดจากการได้เขียนเรื่องที่ตนชอบ
3. ความสุขจากการได้ระบายความรู้สึก (แต่การเขียนที่ดีอย่าเขียนกล่าวถึงบุคคลที่สามให้เสียหาย)
4. ความสุขการการได้ยินได้ฟังสิ่งดีๆ แล้วอยากเล่าให้ผู้อื่นได้ยินได้ฟังบ้าง
5. ความสุขที่ได้ถ่ายทอดความชอบไม่ว่าจะเป็นภาพข้อความ บทกวี คำคม
6. ความสุขที่ได้ถ่ายทอดความรู้ที่ตนมี
และอื่นๆ

ดังนั้นความสุขของแต่ละคนก็มีหลายรูปแบบต่างๆ กันไป
สำหรับท่านที่เขียน blog หรือท่านที่กำลังจะเขียน blog ก็ลองถามตนเองว่าความสุขของเราอยู่ที่ไหน...
เมื่อรู้แล้วก็ลงมือเขียนลงมือทำสิ่งนั้น....ความสุขนั้นหาไม่ยาก.....
การได้เขียนเรื่องที่ผมชอบที่ผมรู้ผมก็มีความสุขแล้ว....
ลองคิดกันดูเล่นๆ นะครับ สนุกดี

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เอกลักษณ์งานเขียน

เรื่องราวเอกลักษณ์ในงานเขียน


หลายคนคงเคยเห็นงานเขียนต่างๆ ที่มีทั้งงานเขียนหนังสือพิมพ์ งานเขียนการ์ตูน งานเขียนเรื่องสั้นต่างๆ มากันบ้างแล้ว.....
สำหรับงานเขียนแล้ว...ถ้าเขียนเหมือนกันหมด...คงขาดรสชาติน่าดู...
ท่านที่เข้าสู่วงการงานเขียนบนอินเตอร์เน็ตมือใหม่..และมือเก่าทั้งหลาย...คงเจอปัญหาเดียวกัน...
คือแรกๆ เขียนเอามันส์ เขียนเพื่อความสนุกสนาน...แต่นานๆ เข้าชักเริ่มเบื่อที่จะเขียน
เพราะบ้างครั้งเราเขียนไม่หวังอะไร....
แต่หลายๆ คนที่หันเข้ามาสู่วงการนักเขียนออนไลน์อย่าง blogger คงทราบดีว่าเราต้องพัฒนา...
เอกลักษณ์ของงานเขียนตัวเอง....
บางครั้งหลายๆ คนเคยคิดที่จะเขียนในแบบของคนอื่นหรือเขียนทั่วไป...แต่มีคนเข้ามาอ่านกันไม่มาก...
ก็เบื่อเซ็งไปตามๆ กัน..... เราเองคนเขียนก็เบื่อที่จะเขียน เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาเขียน....
งานนักเขียนออนไลน์จึงเป็นงานที่ท้าทายสุดๆ......
คือ 1 เราต้องสร้างเอกลักษณ์ให้ติดใจในงานเขียนแบบของเรา.....
การฝึกฝนงานเขียนอยู่เป็นประจำช่วยให้สมองเกิดความคิดใหม่ๆ........
และงานเขียนที่เป็นแบบฉบับของเราจะเริ่มซึมมาทีละน้อย.....
งานเขียน blog ออนไลน์คาดว่าในอนาคตคงเป็นอาชีพที่มีความสำคัญอีกอาชีพเลยที่เดียว.....
ก็เพราะงานเขียนต่างๆ ถูกย้ายมาไว้บนโลกออนไลน์กันมากอย่างแน่นอน...
เพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมที่ตามเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ....
ดังนั้นใครจะเป็นนักเขียนออนไลน์มืออาชีพก็อย่าลืมสร้างเอกลักษณ์ไว้ตั้งแต่ตอนนี้....
เพราะวันข้างหน้าท่านอาจมีอาชีพนักเขียนออนไลน์ก็เป็นได้

เอกลักษณ์สร้างจากการพัฒนาตัวตนและการฝึกฝนคนเกิดความชำนาญและจึงปรับเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบเอกลักษณ์ลวดลายของท่าน....การฝึกฝนเท่านั้นที่ช่วยพัฒนาคนได้.....

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

คนเขียน blog วัยมันส์

สวัสดีพี่น้องนักเขียน blog แลเพื่อนพี่น้องโลกอินเตอร์เน็ตทุกท่าน....
สำหรับเรื่องราวของคนเขียนก็กลับมาเจอกันอีกครั้ง.....

สำหรับเรื่องราวของการเขียน blog ที่อยากนำมาแชร์ให้พี่น้อง คือ การเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับบันเทิง....
เอาใจพี่น้องผู้รักดารา นักแสดง และข่าวความเคลื่อนไหวของวงการ.....
เรื่องราวที่เขียนของเราควรมีเอกลักษณ์และเป็นข้อมูลที่สร้างสรร....
การเขียน blog ในแบบฉบับดังกล่าว.....สร้างความสนุกสนานทั้งผู้เขียน และผู้อ่าน....
แต่วงเล็บไว้เลยว่า ควรเขียนในทางสร้างสรร ไม่ให้ร้ายหรือเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย....
เขียน blog ให้มันส์สุดๆ ก็ต้องลงมือเขียนจริงๆ นะครับ

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ศาลาพักใจ..คนเขียน blog

เรื่องราวของคนเขียน blog ......

เมื่อ blog มีไว้ให้เขียน ก็เขียนสิครับ หุหุ

ดังนั้นเมื่อเครียดๆ หรือไม่สบายใจ อยากระบาย (แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นนะครับ...)
ก็เขียนเล่าเรื่องราวไปตามประสา...หรือว่าเที่ยวไหนมา....อยากประกาศให้คนทั้งโลกได้รู้ก็ ....
เขียนลง blog .....
เมื่อ blog มีประโยชน์...ก็ต้องมีโทษ....
ก็เหมือนเหรียญ...มีสองด้าน....
ใช้ในทางที่ถูกก็เป็นศาลาความคิด.....ให้คนได้แวะมาพัก.....ได้อ่านเรื่้องราว...
ที่เราได้เล่า...เป็นประโยชน์บ้างไม่เป็นประโยชน์บ้าง....ก็แล้วแต่เหตุการณ์กันไป...

เฉพาะนั้นการเขียน blog เพื่อเป็นแหล่งเรียบเรียงเรื่องราวของเรา....ที่ใครๆ อยากรู้ก็มาดูมาอ่าน....
จึงต้องพินิจพิจารณา...ให้ดีก่อนเขียน.....
เมื่อโลกส่วนตัวเป็นสาธารณะ...ก็ควรเขียนเรื่องที่ดีๆ สักหน่อยเน้อ......

หุหุ ว่าไปนั้น......หรือจะเขียน...ไร้สาระแบบฉันก็ได้นะ

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

โลกอินเตอร์เน็ต/คนรักเน็ต

โลกอินเตอร์เน็ต ......
สำหรับผู้เขียนบทความ อินเตอร์เน็ตนับว่ามีอิทธิพลและมีความสำคัญอย่างมากต่อการดำรงชีวิต เพราะตั้งแต่ผมเริ่มติดอินเตอร์เน็ตที่บ้านประมาณอายุ 15 -16 ก็เริ่มรักอินเตอร์เน็ตอย่างไม่มีคำบรรยาย เนื่องจากอินเตอร์เน็ตมีหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่ผมยังไม่รู้อีกมากมายและ นับวันความรู้บนโลกออนไลน์จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องการและชอบอย่างมาก
สำหรับยุคนี้คงต้องพูดได้เต็มปากว่าอินเตอร์เน็ตคือ กิจวัตรประจำวันของใครหลายๆ คน รวมทั้งตัวผมเองด้วย....
คนรักเน็ตอย่างผม และหลายๆ ท่านคงคิดเหมือนกัน ดังนั้นการเรียนรู้บนโลกอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ทุกวันและตามให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ๆ
คนรักเน็ตเลยต้้องหาหนทางเพื่อให้ได้ใช้เน็ตทุกวัน งานในยุคปัจจุบันจึงต้องสร้างเองสำหรับคนรักเน็ต สำหรับท่านที่ชอบเน็ตเหมือนกันชอบเว็บ ลองติดตามบทความกันต่อไปนะครับ....
เดี๋ยวจะทะยอยนำความรู้เรื่องประประสบการณ์การทำเงินทำงานบนโลกออนไลน์มาฝากกันครับ....

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

ลีลางานเขียน

หุหุ สวัสดีครับท่านพ่อแม่พี่น้อง.......

สำหรับครั้งนี้พูดเรื่อง ลีลางานเขียนกันบ้าง.....
สำหรับเรื่องราวของงานเขียนอาจจะดูเป็นหลักวิชาการดูน่าเบื่อสำหรับคนทั่วไป...
แต่ที่จริงแล้วไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด.... ก็เพราะงานเขียนในรูปแบบ..ที่ไม่มีรูปแบบนี้แหละ...
ที่ทำให้สนุกสนานกับงานเขียน....
เมื่อฝึกเขียนเป็นประจำความชำนาญก็เกิดเองครับ.....
งานเขียนเลยสนุก...หากใครเคยอ่านงานเขียนหลายๆ แนว ที่ภาษาเขียนใส่อามรณ์ความสนุกสนาน และความตื่นเต้นเข้าไปได้และก็....
สนุกเลยครับ...ผมเองคนเขียน blog ยังเขียนบทความไม่ได้ก้าวหน้าไปถึงไหนเลย...
เอาพอว่าเขียนรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ตามประสาบ้าบอ ของคนเขียนอย่างผมนี้แหละครับ...
เห็นงานเขียนหลายๆ แ้นว เอาภาษาพูดมาเขียนในหนังสือและบทความ รู้สึกว่าอ่านแล้วสนุกดีเหมือนได้นั่งคุยกับนักเขียนท่านนั้น..เลยก็ว่าได้
สำหรับงานเขียนอีกแนว ...ที่เป็นงานเขียนที่สร้างอารมณ์และความรู้สึก คงเป็นงานเขียนบทความเรื่องราวประสบการณ์บนโลกอินเตอร์เน็ตนี้แหละครับ... มีทั้งสายดำ สายขาว สายเทา ซึ่งนักเขียนที่เขียนเรื่องราว...
เพื่อหาเลี้ยงชีพ....บนโลกอินเตอร์เน็ต ก็คงต้องพัฒนากันต่อไป หุหุ
ใครอยากเป็นนักเขียนไส้แห้งอย่างผม ซึ่งวันข้างหน้าอาจไม่แห้ง หุหุ ก็ลองศึกษาลีลาการเขียนบทความบนโลกออนไลน์ที่มีให้อ่านกันฟรี ซึ่งอานให้ครบทุกสายแล้วท่านจะได้แนวคิดดีๆ ครับ........

วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553

blog มีไว้เขียน

เมื่อ blog มีไว้เขียน เมื่ออยากเขียนอะไรก็เขียนเข้าไป แต่ในยุคนี้กฎเกณฑ์มีมากขึ้น อันนี้เป็นเรื่องที่ดีเลยครับ
เพราะเมื่อเราปฎิบัติตามกฎที่เขาวางไว้ เราก็อยู่ในสังคมออนไบลน์ได้อย่างสบาย การเขียนที่ไม่ผิดกฎคือเขียนในเรื่องที่อยากเขียน และไม่พลาดพิงผู้อื่นให้เสียหาย ไม่กล่าวร้ายใครใน blog เรา เท่านี้เองก็มันมือในการเขียน blog ครับ

วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553

พัฒนาการการเขียน blog /บันเทิง

การเขียน blog นั้นขึ้นอยู่กับสไตล์ของผู้เขียนแต่ละคน ดังนั้นพัฒนาการการเขียน blog ให้น่าสนใจจึงขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ต้องฝึกฝนและฝึกหัดอยู่เป็นประจำ
หลายคนอาจค้นหาแนวเขียนของคนเองเจอ....
และหลายคนอาจค้นไม่เจอ.... จึงมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มานำเสนอ
สำหรับการเขียน blog บันเทิงน่าจะง่ายและสนุกสุด...
เพราะการเขียนแนวนี้มักจะสื่อสารกันอย่างเป็นกันเอง...และสร้างความรู้สึกร่วม...
เหมือนเพื่อนกำลัง..นั่งคุยกันในเรื่องต่างๆ ภายในกลุ่ม....
เทคนิคการเขียนประเภทนี้ต้องสร้างอารมณ์ร่วม......
อย่างเช่น...
เรียกตนเองด้วยภาษาที่สนิทสนมเพื่อสร้างความเป็นกันเองกับผู้อ่าน....
เรื่องงนั้นๆ ที่เขียนลงไปควรจะเป็นเรื่อง...ที่ชมหรือไปในทางสร้างสรรค์จะทำให้เว็บ blog เราไปได้ไกล...
และสามารถต่อยอดไปอีกขั้น.....
สำหรับเรื่องราวดาราหรือนักร้องก็ต้องเขียนตามกระแส....
และไม่มีทางตัน...เพราะวงการนี้มีหน้าใหม่ๆ เข้ามาเป็นประจำ.....
การเขียนในเชิงสร้างสรรค์ พูดในเรื่องดีๆ เพื่อนคลับของกลุ่มดารานักร้อง...ก็รู้สึกดีไปกับเราด้วย...
บางครั้งอาจเป็นพันธมิตรกันไปเลยก็ได้......
ดังนั้นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ วันนี้จึงเป็นการเขียน blog บันเทิง ....
ใช้ภาษาที่สนุกสนาน และเป็นกันเอง......

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

คนเขียน blog

เขียนเรื่องราวดีมีคนอ่าน เขียนเรื่องราวมีสาระความรู้ช่วยสร้างสังคมการเรียนรู้บนโลกอินเตอร์เน็ต เขียนเรื่องราวส่วนตัวช่วยสร้างสัมพันธภาพทางสังคม เขียนเรื่องราวการเมืองช่วยเ้ปิดหูเปิดตาผู้คน เขียนเรื่องราวธรรมชาติช่วยอนุรักษ์สร้างค่านิยมการรักษาสิ่งแวดล้อม การเขียนเรื่องราวท่องเที่ยวช่วงสร้างชีวิตชีวาให้กับผู้อ่านเกิดจินตนาการ การเขียนเรื่องราวบันเทิงช่วยสร้างสีสันให้โลกออนไลน์สนุกสนาน การเขียนเรื่องราวดนตรีศิลปะช่วยพัฒนาความสามารถทางการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเขียนเรื่องอะไรก็ดีทั้งนั้น สำหรับคนเขียน blog เพราะทุกๆ วัน จะมีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์ทุกวินาทีั ดังนั้นประโยชน์จึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้เป็นส่วนใหญ่ เราคนเขียน blog ก็มีหน้าที่เขียนเรื่องราวที่สนใจและรู้แบ่งปัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มาเยือนทุกๆ ท่าน

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

มุมสบาย

สำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์......
หลายๆ คนคงมีวิธีการของตนเองในการพักผ่อนที่สุดบรรเจิด สำหรับคนเขียน blog ในวันหยุดก็หาเรื่อง.....
หาเรื่องราวเขียนลง blog ครับ......
คนชอบเขียนความสุขก็คือการเขียนนั่นแหละครับ......
แต่บางครั้งก็เขียน....รู้เรื่องไม่รู้เรื่องบ้างก็ตามประสาคนเขียนเองนั่นแหละ หุหุ
สำหรับงานเขียนก็มีหลายรูปแบบอย่างที่ว่า.......
มุมสบายวันหยุดก็คงเขียนเรื่องไม่รู้เรื่องตามความคิดของตนเอง....... นั่งดูทีวีสัก 2 - 3 ชั่วโมง ก็สบายแล้ว หุหุ

boyza

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

นักเขียน

สวัสดีครับทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยือน

หลังจากเกริ่นหัวข้อที่ผ่านมาเรื่องประเภทของนักเขียน นักเขียนออนไลน์อย่างเรามีหลายแนวเช่นกัน วันนี้ยังไม่ขอแยกเป็นประเภทแล้วกัน
แนวที่ 1 เขียนเรื่องทั่วไป
แนวที่ 2 เขียนเรื่องที่ชอบ
แนวที่ 3 เขียนวิจารณ์
แนวที่ 4 เผยแพร่ผลงาน
แนวที่ 5 เขียนเรื่องราวดารา
แนวที่ 6 เขียนประกอบภาพ
แนวที่ 7 เขียนเรื่องการท่องเที่ยว
แนวที่ 8 เขียนเรื่องอาหาร
แนวที่ 9 เขียนเรื่องความรู้
แนวที่ 10 เขียนเชิงสร้างสรรค์
แนวที่ 11 เขียนเรื่องสุขภาพ
แนวที่ ื12 อื่นๆ
ดังนั้นมันมากมายซะเหลือเกินมันขึ้นอยู่กับเราว่าจะเขียนเรื่องอะไร ผมเขียน blog มาก็สี่ปี แอบทำแบบสำรวจผู้เข้าชมมาตลอด ช่วงแรกผมทำ blog เขียนเรื่องราวสาระบ้างไม่เป็นสาระบ้าง แต่ไม่เป็นสาระจะเหมาะกว่าสำหรับผม เพราะผมชอบเขียนเรื่องราวบันเทิงแต่แบบไม่เป็นสาระ ประกอบภาพดาราบ้าง สำหรับเว็บที่ทำเรื่องภาพดาราจะใส่ข้อมูลมากผู้ชมก็ไม่ชอบ เพราะขี้เกียจอ่าน เลยใส่ข้อมูลพอเป็นน้ำจิ้ม ก็นิสัยคนไทยเราไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ มันน่าเบื่อ กลุ่มเป้าหมายของผมจึงเป็นคนอยู่ในช่วงอายุ 10 - 40 ปี เป็นส่วนใหญ่ และเพศหญิงมากที่สุด รองลงมาก็น้องๆ อ้อยหวาน ผู้ชายสีชมพู อันนี้ก็พอจับโจทย์ได้ นิดๆ เลยปรับตามความต้องการของผุ้เข้าชม blog ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็ทิ้งไปได้เกือบปีที่ไม่ได้เขียนก็เพราะรู้สึกว่าเราเขียน blog คนเข้าก็พอประมาณ จน 4 ปีมีคนเข้ามาอ่าน เกือบแสนครั้ง ดังนั้นเลยคิดว่าเราเขียนแล้วไม่ได้เงิน อันนี้แหละที่ผมเริ่มผิดอุดมการณ์ที่แต่แรกเริ่มในการเขียน blog ว่าจะเขียนเพื่อความบันเิทิง และแบ่งปันความรู้ ผมเริื่่มคิดมากไม่อยากหารายได้ให้คนอื่นซึ่งเป็นเจ้าของเว็บมีรายได้จากบทความเรา แต่จริงๆ แล้วมาคิดดูตอนนี้ เมื่อกลับจากการอบรมปีที่แล้วในเรื่องการสร้างเว็บไซต์ ผมมานั่งคิดดูอีกที...
ที่จริงแล้วเว็บฟรีที่ผมเขียนบทความช่วยฝึกฝนให้รู้สึกรักการเขียนต่างหาก แล้วตอนแรกๆ ไม่คิดเรื่องเงินทำไมมันมีความสุขกับการเขียน blog พอพูดเรื่องเงินแล้วนิสัยเปลี่ยน
นี้คือความล้มเหลวในการเขียน blog ผิดอุดมการณ์นักเขียน blog หมดเลย
จึงกลับมาเขียนใหม่ โดยคิดว่า blog คือการเขียนเพื่อความสุข และถ้าอยากมีรายได้จากการเขียน blog เล่นๆ ก็ลองหา blog ฟรี ที่ให้เราหารายได้ก็มีนิ คิดมากไปได้ มารู้จักเจ้า blogger อย่างจริงจังก็ปีที่ผ่านมาประมาณกลางปีนี้เอง.......
เลยเิริ่มทำ blog ที่มี keyword โฆษณาแพงๆ อย่าง blog แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แต่มันไม่ใช่ผมเขียนก็ไม่มีความสุข คนไม่เข้าเพราะมันไม่ถูกกับเราหรือเปล่า อันนี้ก็เงินอีกนั้นแหละ หุหุ
อ่านต่อตอนหน้าแล้วกัน......ไปกินข้าวก่อน....
boyza

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

ปฎิรูปเว็บไซต์

ประกาศการปฎิรูปเว็บไซต์
นี้คือส่วนหนึ่งของความคิดผมเอง ใครเอาไปใช้ก็ไม่ว่ากัน
เพราะอยู่ในขั้นเสือกระดาษอยู่


ถึงเวลาปฎิรูปเว็บไซต์ให้เหมือนการทำศึกสมัยแย่งดินแดนสักหน่อย
สำหรับในความคิดผมการทำเว็บก็เหมือนการสร้างเมือง ซึ่งจะสร้างได้ก็ต้องอาศัยขุนพล และแม่ทัพ เสนาธิการ อำมาตย์ ในการสร้างเมือง เว็บไซต์เรา หุหุ
ใครมีเว็บแต่ไร้คนเข้าก็เท่ากับเมืองอ่อนแอ ใครมีเว็บแต่ไร้เนื้อหาดีก็เท่ากับเมืองร้าง หุหุ
รู้เขารู้เรารบร้อยชนะร้อย ไม่รู้เขารู้เราชนะหนึ่งแพ้หนึ่ง ไม่รู้เขารู้เรารบทุกครั้งแพ้ตลอด

ถึงเวลาปฎิรูปเว็บ ก่อนอื่นต้องไปแจ้งเจ้ายุทธภพผู้ปกครองดินแดนออนไลน์อย่าง ท่าน google และผู้ท้าชิงตำแหน่งเจ้ายุทธภพ อย่าง b - ing และ Yahoo กับบรรดาเจ้าแคว้นทั้งหลาย ทั้งน้อยใหญ่ในยุทธภพสงครามออนไลน์ ประกาศการปฎิรูปให้โลกได้รู้ว่าถึงเวลาที่เว็บท่านจะก้าวสู่ความเป็นผู้นำ keyword นั้นๆ

ขั้นตอนการดำเนินการมีดังนี้
1. บอกชื่อเสียงเรียงนาม ว่าข้าเป็นใคร ด้วย (Meta tag) และรายละเอียดทั้งหลายให้เจ้ายุทธภพได้ทราบ และบรรดาเจ้าแคว้นน้อยใหญ่
2. ทำพิธีสถาปนา keyword , title, h1 ,content
3. บวงสรวงเจ้าที่ด้วยให้ทราบ โดยนำเครื่องถวายการเรียกเจ้าที่ทั้งหลายมารับทราบ
4. แต่งตั้งผู้รักษาป้อมประจำเมืองด้วย (เว็บ blog ฟรีทั้งหลาย ให้ยิ่งลิ้งค์มารักษาเมือง)
5. เชิญชวนชาวประชามาอาศัย จากเมือง facebook และ hi5 และเหล่าเว็บต่างๆ ด้วยการฝากบัตรเชิญมายังเมือง(กลยุทธก็แล้วแต่ราชทูตแต่ละคนจะทำเอา หลากหลายวิธี)
6. ถึงเวลาปรับปรุงกองทัพเว็บด้วยการตรวจประเมินกำลัง
6.1 ตรวจกำลังกองทัพ ในด้านความเข้มแข็ง
6.2 สอดแนมมิตรประเทศด้วย keyword คู่แข่ง
6.3 เตรียมความพร้อม
7. แต่งตั้งขุนศึก
แม่ทัพ (keyword)
รองแม่ทัพ (h1)
นายกอง (keyword ในเนื้อหา)
หัวหมู่ (ลิ้งค์วน)
8. เก็บตุนเสบียง (เนื้อหาดีๆ แถม keyword เจ๋งๆ)
9. ประกาศสงครามแย้งชิงดินแดน (seo ตามแต่ถนัดของแต่ละคน จะสายดำ ขาว เทา)
ประเมินศึก ทำศึก กลยุทธ ตามเห็นสมควร (เอาแบบ ขงเบ้ง โจโฉ ซุนกวน ซุนวู ซุนปิน หรือขงจื้อ ก็ว่าไป)
10. ยึดดินแดนหน้า 1 ปกครองประชา เอาใจประชาเป็นสุข
10.1 สำรวจกลุ่มประชากรเป็นหญิงหรือชาย อายุ
10.2 สำรวจการปกครองว่าประชาชอบแบบไหน เนื้อหาส่วนใด
10.3 ปรับปรุงเนื้อหาตามแบบสำรวจ

11. กระบวนยุทธพิชิตเว็บไซต์ตามประสาบ้าบอ หนังจีน หุหุ

ปกครองเอาใจประชาเว็บอยู่ได้นาน........ หุหุ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์เล็ก ๆน้อยๆ ว่าไปตามประสา......
ผิดถูกพิจารณาเอาเองแล้วกัน.......

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

บทความเอกลักษณ์

บทความมีความสำคัญอย่างมากสำหรับคนเขียน blog ซึ่งปัจจุบันมีหลายคนไม่เขียนเองแต่ไปเอาบทความฟรีมาติดในเว็บ blog แต่สำหรับคนเขียน blog อย่างผมแ้ล้วแน่นอน ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไรเพราะมันไม่ใช่ตัวตนคนเขียน blog ที่รักการทำ blog จริงๆ มันผิดวัตถุประสงค์ของคนเขียน blog ที่ต้องการจะแชร์สิ่งที่ชอบให้คนในสังคมรู้ และคนทั่วโลกรู้ และให้คนกลุ่มเดียวที่ชอบเหมือนเราได้เข้ามาแลกเปลี่ยนสิ่งที่ชอบเหมือนกัน
ยุคมันเปลี่ยนไป เราเห็นแก่เงินมากขึ้นจนลืมตัวตนคนเขียน blog ที่แรกๆ เราเขียนก็เพื่อระบายสิ่งที่เราชอบเราสนใจให้คนที่คิดเหมือนเราได้อ่านเรื่องราวที่เราบอกผ่าน blog เราหารายได้จากการหากินแบบยาวๆ ไม่ใช่มาเร็วแล้วก็ไปเร็ว สำหรับคนเขียน blog อย่างผมก็ไม่ได้วิเศษอะไรมากมาย แรกๆ ผมมาเขียน blog ใน blog ฟรีแห่งหนึ่งก็ด้วยอยากอวดเพื่อนว่าเราก็มี blog มันเท่ห์ดี หลังๆ มาเขียนไปเขียนมาอยากได้เงิน หุหุ แต่จะทำไงได้ช่วงนั้นยังไม่รู้จะทำอย่างไร
แต่เวลาผ่านไปคนเขียน blog มีความหวังมากขึ้นเพราะเขียน blog ก็ได้เงินจากการมีโฆษณาประกอบการเขียน blog ทำให้คนเขียน blog มีกำลังใจมากขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะได้น้อยก็ถือว่าเป็นกำลังใจให้คนเขียน blog ได้ดำเนินชีวิตตามความต้องการของตนเอง เราเขียน blog ก็เพื่อความสุขทางใจ อย่าไปยึดกับเงินทองมากไป ฝากไว้แค่นี้ก่อน

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

บทความคนเขียน blog

สำหรับคนเขียน blog แล้วบทความเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เขียน blog ด้วยความชื่นชอบ ไม่นิยมก็อบปี้บทความผู้อื่น เพราะเราอยากเขียนอะไรก็เขียนไปตามความถนัดแต่ละบุคคล แต่สำหรับคนหารายได้จากการเขียน blog แล้วก็คงต้องใช้วิธีที่ว่า แต่เว็บ blog ของท่านจะขาดจิตวิญญาณซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ blog ถ้าเป็นบทความที่เราเขียนเองแล้วมันน่าภาคภูมิใจ แต่เอาแบบลูกผสมก็ไม่น่าเกียจก็น่าจะเขียนประยุกต์บทความขึ้นมาในแบบฉบับของเรา ซึ่งอาจจะรวมเอาเรื่องราวที่อ่านของคนอื่นมาเขียนใหม่อันนี้ก็ถือว่าใช้ได้เช่นกัน และยังมีรูปแบบเป็นของเราเองอยู่ซึ่งคนเขียน blog ส่วนใหญ่ก็อาจจะใช้วิธีนี้บ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งการเขียนเรื่องที่เรารักแล้วไม่มีทางตันแน่นอนเพราะ blog มันคืิอเรา เราก็คือ blog ไปเจออะไรมาที่เป็นประโยชน์ก็นำมาเขียนแบ่งปันกันในอินเตอร์เน็ตก็ยิ่งมีประโยชน์ การทำ blog จึงขึ้นอยู่กับความชอบของบุคคลด้วย สำหรับคนอยากเขียนblog แต่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร ก็เอาเรื่องที่เราสนใจมาเขียนรับรองว่ามีคนเข้ามาอ่านแน่หากมีประโยชน์สำหรับเขา และเขาชอบแบบเรา หุหุ เขียนไปงงไป เอาเป็นว่าตามนี้แล้วกัน

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

คนเขียน blog ปี 4 ฉบับแรก

หุหุ สวัสดีทุกท่านที่แวะมาในที่นี้ หวังว่าท่านจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับคนเขียน blog ตัวอ้วนคนนี้ เขียน blog ตามประสาคนบ้าๆ บอๆ ลองผิดลองถูกจากคนไม่มีความรู้ด้านการใช้ blog และการทำเว็บแม้แต่นิดเดียวแต่วันนี้ก็เลยมา4 ปีแล้ว ไม่รู้ว่าตัวเองรู้มาแค่ไหนอยู่เหมือนกัน แต่อยากที่จะแชร์สิ่งที่เรียนรู้จากการลองผิดลองถูกให้ผู้ที่สนใจ (คงจะเป็นมือใหม่นะจ๊ะ) หวังว่ามือใหม่ที่ต้องการสร้าง blog ไว้อวดชาวโลกได้พบกับความสนุกสนานของคนเขียน blog หุหุ ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคนอ่านเป็นพันเป็นหมื่น แต่การเขียน blog คือความสุขของเราไม่ต้องไปกลัวคนไม่เข้ามาอ่าน เพียงแค่มี blog ก็ภูมิใจแล้ว หุหุ
หวังว่าพี่น้องที่สนใจการทำ blog จะได้รับประโยชน์จากคนเขียน blog ปี 4 นะจ๊ะ

boyza